ความพิการแต่กำเนิดและโรคถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ โดย นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา

          ความพิการแต่กำเนิด หมายถึงความผิดปกติของทารกที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เป็นภาวะที่พบมาตั้งแต่สมัยโบราณนับพันๆ ปี แม้แต่ในสมัยยุคหิน คนโบราณทำรูปปั้นและสลักจากหินหรือไม้ เป็นคนที่มีรูปร่างผิดปกติ เช่น ฝาแฝดติดตัวกัน คนมี ๒ หัว คนแคระ แม้แต่ในนิยายโบราณที่กล่าวถึงยักษ์ตาเดียว (cyclop) หรือสัตว์ประหลาด (monster) ก็แสดงถึงจินตนาการของคนสมัยก่อนที่เกี่ยวข้องกับความพิการแต่กำเนิด 
           เด็กที่เกิดมามีความพิการนับว่าโชคร้ายมาก มีจำนวนร้อยละ ๑๐ ที่ตายเสียตั้งแต่อายุ ๑ เดือนแรก แม็กอินท็อช (McIntosh) แพทย์ชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ. ๑๙๕๔ พบว่าเด็กจะมีความพิการอย่างใดอย่างหนึ่งร้อยละ ๓.๖ เมื่อแรกคลอด เมื่อติดตามต่อไปจนถึงอายุ ๕ ปี จะพบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗.๕  ทั้งนี้เพราะความพิการบางอย่างซ่อนเร้นอยู่และแสดงออกภายหลังความรุนแรงก็แตกต่างกันตั้งแต่อาการน้อยมากจนถึงตาย  เด็กพิการนี้ทำให้ครอบครัวและตนเองเกิดความทุกข์ทรมาน เป็นภาระหนักในการดูแล เมื่อเติบโตจะมีผลต่อจิตใจ มีปมด้อย และอาจมีการแปรปรวนของจิตใจ สังคมควรมีส่วนช่วยให้คนพิการ เหล่านี้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน ช่วยตนเองได้ มีอาชีพเหมาะสมกับขีดความสามารถของเขา และให้เขามีความสุขพอสมควร
           
          
สาเหตุของความพิการแต่กำเนิด มีได้หลายประการ การที่จะป้องกันความพิการเหล่านี้ได้ต้องทราบสาเหตุเสียก่อน ได้แก่
          
๑. ความผิดปกติของโครโมโซม 
           ๒. ความผิดปกติของยีน
           ๓. สิ่งแวดล้อม


บทบาทของแพทย์และสังคมต่อความพิการแต่กำเนิด

          เมื่อแพทย์ตรวจพบความพิการอย่างหนึ่ง  ต้องพยายามตรวจหาว่ามีความพิการของอวัยวะอื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่  พยายามหาสาเหตุของความพิการว่าเกิดจากกรรมพันธุ์ โรคของมารดา ยา หรือสารที่มารดาได้รับ ฯลฯ เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว แพทย์ต้องทำความเข้าใจกับครอบครัว ตอบคำถาม เช่น โรคนี้จะเกิดขึ้นอีกไหม มีการรักษาให้หายขาดหรือไม่ ความพิการทางกาย บางอย่างสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่เป็นต้น การดูแลรักษาต้องทำเป็นคณะ  ประกอบด้วยแพทย์ จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาทางจิตใจ ปัญหาทางเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำ ในรายที่ความพิการเกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม ก็ต้องให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุกรรมด้วย 
          บทบาทของสังคม คือ ช่วยเหลือคนพิการด้านการศึกษา การฝึกอาชีพ หางานให้ทำ ในประเทศเรามีมูลนิธิ สถาบัน และหน่วยงานหลายแห่งที่ช่วยเหลือ คือ มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ศูนย์บริการเด็กพิการ สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพของกรมประชาสงเคราะห์  โรงเรียนสอนคนตาบอด โรงเรียนสอนคนหูหนวก โรงเรียนราชานุกูล โรงเรียนปัญญาวุฒิกร เป็นต้น 
          จากการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ พบว่าภาวะปัญญาอ่อนมีถึงร้อยละ ๑ ของประชากรทั้งหมด  ดังนั้นในประเทศไทยมีคนปัญญาอ่อนประมาณ ๔.๕ แสนคน  สังคมจึงควรมีบทบาทในการช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้มีความสามารถพอที่จะไม่เป็นภาระต่อครอบครัว อันจะมีผลต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติด้วย


 

หัวข้อ

ความผิดปกติของโครโมโซม

          ความผิดปกติของโครโมโซม แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
          ๑. ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม ในคนปกติจะมีโครโมโซมอยู่ ๒๓ คู่ หรือ ๔๖ อัน แบ่งออกเป็นพวกที่ไม่เกี่ยวกับการกำหนดเพศที่เรียกว่า ออโตโซม (autosome)๒๒ คู่ ส่วนอีกคู่หนึ่งทำหน้าที่กำหนดเพศเรียกว่า โครโมโซมเพศ (sex chromosome) ในเพศหญิงมี ๒ เอ็กซ์ (XX) ในเพศชายมีเอ็กซ์และวาย (XY) ถ้ามีจำนวนโครโมโซมมากหรือน้อยไป ทำให้มีรูปร่างและลักษณะจำเพาะ เช่น ถ้ามีออโตโซมมากไป แทนที่บางคู่จะมี ๒ อัน กลับมี ๓ อัน ถ้าเกิดขึ้นที่ตำแหน่ง ๑๓ เรียกว่า ไตรโซมี ๑๓ (trisomy 13)จะทำให้เกิดความพิการอย่างมาก  ในอวัยวะหลายระบบ ผู้ป่วยโรคนี้มักตายในวัยทารกอ่อนเดือน ส่วนไตรโซมี ๒๑ (trisomy 21)หรือกลุ่มอาการเดาน์ (Down's syndrome)เด็กเติบโตช้า ตัวอ่อนปวกเปียก ปัญญาอ่อน ลักษณะสำคัญที่หน้าคือ หางตาชี้ขึ้น ตาเล็ก ทำใช้ชาวตะวันตกมองดู คล้ายชนเผ่ามองโกล แต่เดิมจึงเรียกว่า มองโกลิซึม  เป็นความผิดปกติของโครโมโซมที่พบบ่อยกว่าชนิดอื่นๆ และพบในคนทุกชาติ ส่วนในกลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner syndrome) จะพบเด็กหญิงมีลักษณะตัวเตี้ยแคระ คอสั้นและกางเป็นปีก มีความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด ไม่มีประจำเดือน โครโมโซม เพศหญิงขาดไปหนึ่งตัว หรือเป็น เอ็กซ์โอ (XO)
         
มารดาที่มีอายุมาก อาจพบเด็กมีความผิดปกติของโครโมโซมมากกว่าคนปกติ
 
          ๒. ความผิดปกติในลักษณะโครงสร้างของโครโมโซม โครโมโซมแต่ละตัวประกอบด้วยส่วนที่เป็นแขน ๒ แขน ถ้าความยาวของแขนเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีเนื้อโครโมโซมขาดหายไปทำให้มีแขนสั้นกว่าปกติ หรือมีเนื้อโครโมโซมเกินมา  ทำให้แขนยาวผิดปกติ หรือโครโมโซมกลายเป็นรูปวงแหวน ก็จะทำให้เกิดความพิการเฉพาะโรคนั้นๆ ได้




ความผิดปกติของยีน

          ในนิวเคลียสของเซลล์ ประกอบด้วยโครโมโซม  ๒๓ คู่ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และแต่ละโครโมโซมประกอบด้วยยีน จำนวนมากมาย ที่ควบคุมลักษณะต่างๆ ของมนุษย์ และถ่ายทอดลงมาสู่บุตรหลาน เช่น ลักษณะตัวเตี้ย ตัวสูง ผมหยิก ผมเหยียด ผิวขาว ผิวดำ จมูกโด่ง จมูกแฟบ ตาเล็ก ตาโต ฯลฯ คนโบราณสังเกตเห็นความจริงนี้ จึงมีคำกล่าวว่า "ผลไม้หล่นไม่ไกลต้น" "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ จะดูให้แน่ต้องดูถึงยาย" "คนหัวล้านย่อมมีลูกหัวล้าน"ฯลฯ ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้    พิสูจน์ความจริงนี้จากการผสมพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ และพบลักษณะ    บางอย่างที่ถ่ายทอดลงมาหลายชั่วคน ในที่สุดก็มีการพบโครงสร้างของ ดีเอ็นเอ (DNA) อันประกอบขึ้นเป็นยีน และเป็นต้นตอของชีวิต ทำให้เราได้เข้าใจถึงการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่กำหนดโดยดีเอ็นเอ และเป็นการเปิดโลกใหม่ของความรู้ทางพันธุศาสตร์

ความผิดปกติของยีนมีดังนี้

          ๑. ความผิดปกติของยีนในตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง (single gene defect) ซึ่งการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์เป็นไปตามหลักของเมนเดล (Mendelian   inheritance)ยีนที่ผิดปกติ มีทั้งชนิดที่มีลักษณะเด่น (dominant) และที่มีลักษณะด้อย (recessive) ยีนที่มีลักษณะเด่นจะสามารถแสดงอาการออกมาเป็นโรคได้ โดยมีความรุนแรงมากหรือน้อยต่างกันไปในแต่ละคน ส่วนยีนที่มีลักษณะด้อยนั้นจะซ่อนเร้นอยู่ในผู้พาโรค (carrier)โดยไม่แสดงออกและดูเป็นคนปกติ แต่ผู้ที่มียีนลักษณะด้อย  ๒ ยีน โดยได้รับจากบิดาและมารดาซึ่งเป็นผู้พาโรคก็จะเป็นโรคได้    ยีนที่อยู่บนออโตโซมแบ่งได้เป็น ยีนลักษณะเด่นออโตโซมัล (autosomal dominant)หรือยีนลักษณะด้อยออโตโซมัล  (auto-somal  recessive) ตัวอย่างโรคที่เกิดจากยีนลักษณะเด่นออโตโซมัลได้แก่ คนเตี้ยแคระที่มีแขนขาสั้น (โดยเฉพาะส่วนต้น)และมีศีรษะโต ที่เรียกว่า โรคอะคอนโดรเพลเซีย และภาวะนิ้วเกิน(polydactyly)  คนที่เป็นโรคที่เกิดจากยีนลักษณะเด่นจะมีการเสี่ยงต่อ  การถ่ายทอดโรคไปยังลูกแต่ละคนเท่ากับร้อยละ ๕๐ ส่วน  ตัวอย่างของโรคที่เกิดจากยีนลักษณะด้อยออโตโซมัล  ได้แก่  โรคทาลัสซีเมีย ซึ่งจะพบมีซีด ตับม้ามโต เด็กไม่เจริญเติบโตเจ็บป่วยบ่อยๆ หัวใจวายได้ ยีนลักษณะด้อยจะแฝงอยู่ในบิดา มารดาซึ่งดูลักษณะเป็นปกติทุกประการ แต่ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งลูกจะมีการเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ถึงร้อยละ ๒๕ โดยได้รับยีนที่ผิดปกติไปจากทั้งบิดาและมารดา  เสี่ยงต่อการเป็นผู้พาโรคเหมือนบิดามารดาร้อยละ ๕๐ โดยได้รับยีนผิดปกติไปจากบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และโอกาสที่จะเป็นปกติร้อยละ ๒๕ โรคนี้มีอุบัติการสูงในประเทศไทย ประชากรประมาณร้อยละ  ๒๐ - ๓๐ เป็นผู้พาโรค โดยที่มียีนของโรคทาลัสซีเมียแฝงอยู่  นอกจากนี้ เฮโมโกลบินผิดปกติชนิดหนึ่งคือ เฮโมโกลบิน อี มีชุกชุมถึงร้อยละ ๑๓ ของประชากรไทย โดยเฉพาะในชาวอีสาน สูงถึงร้อยละ ๓๐-๔๐ และที่จังหวัดสุรินทร์ สูงถึงร้อยละ ๕๒ ประมาณว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยทาลัสซีเมียทุกชนิดรวมกันมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน โรคนี้จึงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขและปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ส่วนยีนผิดปกติที่อยู่บนโครโมโซมเอกซ์ มีทั้งที่มีลักษณะด้อย (X-linked recessive)เช่น โรคเลือดออก ฮีโมฟิเลีย (hemophilia) ซึ่งเป็นเฉพาะในผู้ชาย ซึ่งมีมารดาเป็นผู้นำโรค หรือที่มีลักษณะเด่น (sex- linked dominant)

          ๒. ความผิดปกติของยีนหลายยีน (polygenic)ร่วมกับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งในระยะที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอดแล้ว (mulifactorial inheritance) เป็นสาเหตุของความพิการที่พบได้บ่อยๆ และพบเป็นกับผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ ไม่มีศีรษะ (anencephaly) เท้าปุก (club-foot) กระดูกข้อตะโพกเคลื่อนแต่กำเนิด (congenital dislocation of the hip)
 






 
สิ่งแวดล้อม

          ๑. สารและกัมมันตรังสี กัมมันตรังสีจำนวนมากมีผลต่อทารก ทำให้พิการ มีศีรษะลีบเล็กกว่าปกติ และสติปัญญาอ่อน เช่น ผลจากการระเบิดปรมาณูจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ การถ่ายภาพรังสีบริเวณเชิงกรานของมารดาครั้งเดียว มักไม่มีผลต่อทารก เนื่องจากจำนวนรังสีน้อยมาก 
          ๒. ยาหรือสารที่มารดาได้รับ ยาแก้อาเจียนแพ้ท้อง พวกทาลิโดไมด์ (thalidomide) ทำให้ทารกพิการ แขนขากุด มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด นอกจากนี้ยังมีสารและยาอีกหลายอย่างที่อาจมีผลต่อเด็ก คือยารักษาโรคมะเร็งพวกยาต้านมะเร็ง (antimetabolites)
          มารดาที่ดื่มเหล้า จะพบเด็กตายเมื่อแรกคลอดจำนวนสูงกว่าปกติ บางรายมีปัญญาอ่อน และบางรายมีรูปกายผิดปกติ  เรียกว่า  "กลุ่มอาการทารกได้แอลกอฮอล์"(fetal alcohol syndrome) มารดาที่ได้รับสารดีบุกจำนวนมาก จะมีอัตราการแท้งสูง มารดาญี่ปุ่นที่ได้รับสารปรอทจากการรับประทานปลา เนื่องจากมีการรั่วของสารปรอทจากโรงงาน จะพบทารกเป็นเด็กพิการทางสมอง มีศีรษะลีบเล็ก   เด็กไม่เจริญเติบโต มารดาที่กินยากันชักประเภทไฮแดนโทอิน (hydantoin) อาจมีลูกหน้าตาแปลก ตัวเล็ก สติปัญญาอ่อน ผลของยาและสารที่มีต่อเด็กขึ้นกับขนาด จำนวน และระยะเวลาที่มารดาได้รับ         
          มารดาที่สูบบุหรี่จัดจะมีลูกตัวเล็กเมื่อแรกคลอด มีอัตราตายสูง แพทย์สามารถตรวจพบนิโคติน (nicotin) และโคตินีน (cotinine) ในน้ำคร่ำที่ห่อหุ้มตัวทารกตั้งแต่ครรภ์อายุได้ ๑๔ สัปดาห์
         
๓. โรคติดเชื้อของมารดา โรคติดเชื้ออาจเกิดจากไวรัส หรือบัคเตรี หรือโปรโตซัว มีผลต่อทารกได้ สุขภาพของมารดาสำคัญมากควรบำรุงร่างกาย อย่าเข้าใกล้ชิดคนเป็นโรค รักษาอนามัยของตนเอง และฝากครรภ์กับแพทย์สม่ำเสมอ โรคที่เป็นต้นเหตุสำคัญ ได้แก่ 
                   
๓.๑ ไวรัส ไวรัสที่เราทราบแน่นอนว่าทำให้เกิดความพิการ คือ โรคหัดเยอรมันที่เป็นในมารดาในระยะ ๓ เดือนแรกของการตั้งครรภ์ การศึกษาพบว่า มีหญิงวัยเจริญพันธุ์ ถึงร้อยละ ๘-๑๐ ที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ ถ้ามารดาได้รับเชื้อในระยะนี้ เด็กอาจเกิดโรคตั้งแต่ในครรภ์ ซึ่งพบว่าเด็กเกิดมาตัวเล็ก มีตับม้ามโต มีจุดเลือดออก ตัวเหลือง ตาอาจมีต้อกระจก มีรูรั่วในหัวใจ อาจมีหูหนวกในภายหลัง ทารกมีความพิการรุนแรงมากจนมีกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ ถ้าพิสูจน์ว่ามารดาเป็นโรคหัดเยอรมันและไม่มีภูมิต้านทาน ในประเทศเรายังมีการระบาดใหญ่เป็นครั้งคราว ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคนี้แล้ว
ไซโตเมกาโลไวรัส (cytomegalovirus) พบได้   เป็นครั้งคราว บุตรที่ได้รับเชื้อรุนแรงในครรภ์อาจมีสติปัญญาอ่อน
                   
๓.๒ ซิฟิลิส (syphilis) มารดาที่เป็นโรคซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการรักษา บุตรในครรภ์อาจจะแท้งหรือเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ถ้าคลอดออกมาอาจมีความผิดปกติ รวมทั้งอาจพิการ เช่น หูหนวกได้
                   
๓.๓ ท็อกโซพลาสโมซิส (toxoplas mosis) เกิดจากเชื้อโปรโตซัวชนิดหนึ่ง ถ้าเป็นบุตรในครรภ์จะทำให้เกิดความพิการ ศีรษะลีบเล็ก ตับม้ามโต สติปัญญาอ่อน แรกเกิด อาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่อาการอาจชัดเจนภายหลัง
         
๔. ภาวะวิตามินมากเกินหรือขาด การขาดวิตามินเอ หรือได้รับวิตามินเอ มากกว่าปกติในแม่หนู จะทำให้ลูกหนูพิการ การขาดวิตามินพวกไรโบฟลาวิน (riboflavin)หรือกรดแพนโตเทนิก (pantothenic acid) และกรดโฟลิก (folic acid) อาจเกิดอาการเช่นกัน แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ในคน มารดาควรรับประทานอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนและไม่ควรอดของแสลง
          ๕. การพยายามทำแท้งในมารดา อาจเพราะมีบุตรมากเกินไป มีบุตรนอกสมรส หรือเพราะปัจจัยอื่น บุตรที่เกิดรอดจากการทำแท้งไม่ว่าวิธีใดก็อาจพิการได้ ในบ้านเราพบว่าถ้ารับประทานยาขับเลือดมาก เด็กที่คลอดมามีความพิการหลายอย่าง เป็นเด็กปัญญาอ่อน ซึ่งเป็นภาระต่อครอบครัวมากผลของยาจะมีมากน้อยขึ้นกับขนาดยา และระยะเวลาของการตั้งครรภ์
          ๖. โรคของมารดา โรคของมารดามีผลต่อทารกมาก เช่น ในมารดาที่เป็นโรคเบาหวาน จะพบบุตรมีความพิการสูงกว่าปกติถึง ๓ เท่า การฝากครรภ์ให้แพทย์ตรวจดูแลรักษา จะช่วยให้ความพิการของทารกลดลง
         
๗. ทารกอยู่ผิดที่ ปกติไข่ที่เจริญเป็นทารกจะถูกฝังบริเวณผนังด้านในของมดลูก  ถ้าฝังผิดที่ เช่น ที่ท่อรังไข่ในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกราน ทารกอาจแท้ง มีการตกเลือด หรือเกิดมารูปร่างพิการ
          ๘. แรงกดดันต่อทารกขณะอยู่ในครรภ์ ปกติทารกอยู่ในครรภ์มารดาจะอยู่ในท่านั่งงอเข่า  ยิ่งครรภ์แก่ทารกตัวโตมากขึ้นเนื้อที่ในมดลูกคับแคบมาก เด็กจะยิ่งก้มงอตัวมากขึ้น ทารกอยู่ในท่านั่งคู้เข่ามีหัวเข่างอ บริเวณข้อตะโพกจะงอพับข้อศอกสองข้างก็งอเข้าหากัน ส่วนฝ่าเท้าจะยันอยู่ที่ผนังมดลูก เด็กบางคนเกิดมารูปร่างผิดปกติเพราะทารกอยู่ในท่าผิดปกติ เช่นข้อเท้าพลิกไป เด็กเกิดมาจะมีขาเป๋ หรือข้อตะโพกเคลื่อนเนื่องจากน้ำหนักของหัวเข่ากดดันบริเวณหัวของกระดูกยาวของต้นขาที่ข้อตะโพก บางรายเกิดมาแขนขาบิดหงิกงอหมดก็ได้
          ๙. ภาวะฮอร์โมนมากหรือน้อยเกินไปไทรอยด์ฮอร์โมนมีความสำคัญมากสำหรับทารกหลังคลอด ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยแต่กำเนิด เด็กเกิดมาอาจดูปกติ แต่ภายในเวลา ๑ - ๓ เดือน จะแสดงลักษณะบ่งชัดคือ เด็กไม่ค่อย  เคลื่อนไหว ลิ้นโต สะดือจุ่น ท้องผูก ตัวเย็น ซีด ไม่เจริญเติบโตคอไม่แข็ง ฟันขึ้นช้า การนั่ง การยืน การเดิน จะช้าหมด และปัญญาอ่อนหากทราบภายในอายุ ๓ เดือน และได้รับการรักษา โดยการให้ไทรอยด์ฮอร์โมนจะป้องกันภาวะปัญญาอ่อนได้ฮอร์โมนเพศมากเกินไป เกิดจากความผิดปกติของต่อมหมวกไต ทำให้สร้างฮอร์โมนเพศชายมาก เด็กหญิงมีลักษณะอวัยวะเพศผิดปกติ ที่ชาวบ้านเรียกว่า กะเทย เด็กอาจมีอันตรายจากการขาดฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เก็บเกลือ โรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ แพทย์สามารถรักษาได้ โดยให้ยาและแนะนำการดูแลตนเอง


Comment

Comment:

Tweet